WordPress คืออะไร ?? ทำไมคนทำเว็บไซต์ชอบพูดถึงกันจัง

มาทำความรู้จักกับ WordPress คืออะไร ? ก่อนที่จะไปเริ่มต้นลงมือทำเว็บไซต์ ทำไม CMS ตัวนี้ถูกพูดถึงจากผู้คนจำนวนมาก มันมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง

เมื่อพูดถึงการทำเว็บไซต์ หรือ หลายๆคนที่กำลังจะเริ่มต้นทำเว็บไซต์ เมื่อเราเริ่มหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่าเราจะทำเว็บไซต์ด้วยอะไรดีนะ เชื่อว่า เพื่อนๆน้องๆก็จะต้องเจอผลลัพธ์เกี่ยวกับ “การทำเว็บไซต์ด้วย WordPress” ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆแน่นอน บทความนี้ผมก็เลยจะมานำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ WordPress คืออะไร ?

วิวัฒนาการของเว็บไซต์

ก่อนจะมาถึง WordPress ผมขอเล่าย้อนกลับไปถึงความเป็นมาและวิวัฒนาการของเว็บไซต์เอาแบบย่อๆ ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่เรียกว่า Web 1.0 ในยุคนั้นเว็บไซต์ยังเป็นแบบการติดต่อสื่อสารแบบทางเดียว กล่าวคือ เจ้าของเว็บไซต์หรือที่เรียกว่าเว็บมาสเตอร์ในสมัยนั้น จะสร้างไฟล์ HTML วางเอาไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ คนที่เข้าเว็บไซต์มาก็จะสามารถอ่านหรือดาวน์โหลดข้อมูลไปได้อย่างเดียว เมื่อต้องการจัดเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในหน้าเว็บ เว็บมาสเตอร์ก็ต้องทำการแก้ไขไฟล์และอัพเดทขึ้นไปใหม่
หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ยุค Web 2.0 เริ่มมีการนำภาษาคอมพิวเตอร์ และ ฐานข้อมูล พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยในการจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ เช่น ภาษา PHP , ASP , JSP ( 10 อันดับ ภาษาคอมพิวเตอร์) แทนที่เว็บมาสเตอร์ต้องมาคอยแก้ไขไฟล์ทีละไฟล์ให้ปวดหัว เมื่อมีภาษาคอมพิวเตอร์ และ ระบบฐานข้อมูลเข้ามาช่วย ทำให้บรรดาเว็บมาสเตอร์ทำงานได้สบายขึ้น เพราะสามารถเพิ่มเนื้อหา จัดการเนื้อหาเว็บไซต์ผ่านระบบหลังบ้านได้เลย เรียกว่า CMS (Content management system) เมื่อพูดถึง CMS ก็มีหลายเจ้าที่พัฒนาขึ้นมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน เช่น ระบบเว็บบอร์ด , ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ , ระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ เป็นต้น ตัวอย่าง CMS ที่เราอาจจะคุ้นหูกันมาบ้าง เช่น Joomla , Drupal และ อันดับหนึ่งก็คือพระเอกของเราอย่าง WordPress นั่นเอง

สรุปว่า WordPress คืออะไร ??

มันก็คือระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ตัวนึง หรือ CMS (Content management system) ตัวนึงเท่านั้นเอง สมมติว่าเราจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเว็บนึงแทนที่จะมานั่งเขียนโปรแกรมเพื่อทำระบบจัดการเนื้อหาเอง เราก็แค่ไปโหลดเจ้าโปรแกรมนี้มาติดตั้งที่เซิร์ฟเวอร์ของเรา หรือจะจำลองเครื่องของเราเป็นเซิร์ฟเวอร์ดูก่อนก็ได้ เพราะเวิร์ดเพรสนั้นเป็นโอเพ่นซอร์ส สามารถเอาไปใช้งานได้อย่างฟรีๆ

WordPress เขียนด้วยภาษาอะไร ?

WordPress พัฒนาขึ้นมาด้วยภาษา PHP เพราะฉะนั้นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เราจะเอาเวิร์ดเพรสไปติดตั้งจะต้องรองรับภาษา PHP ด้วย

จะติดตั้ง WordPress ต้องเช็คอะไรบ้าง (WordPress Requirement) ?

อยากจะเริ่มทำเว็บไซต์ด้วยเวิร์ดเพรส ก่อนอื่นก็ต้องรู้และเช็คก่อนว่า WordPress ต้องการอะไรเพิ่มเติมไหม ก็เหมือนกับที่เราติดตั้งโปรแกรมทั่วๆไปเลยครับ โปรแกรมก็จะระบุความต้องการของระบบเอาไว้ ในที่นี้ก็เหมือนกัน สิ่งที่เวิร์ดเพรสต้องการ มีดังนี้
PHP version 7.3 or greater. (ตอนนี้ที่หน้าเว็บไซต์ของ WordPress แนะนำให้ใช้ PHP version 7.3 ขึ้นไป)
MySQL version 5.6 or greater OR MariaDB version 10.1 or greater. (จะต้องมีฐานข้อมูล MySQL หรือ MariaDB ก็ได้ แล้วแต่ว่าเซิร์ฟเวอร์ที่เรามีรองรับฐานข้อมูลตัวไหน)

เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?

เวิร์ดเพรสส์ถูกพัฒนาด้วยภาษา PHP ทำงานควบคู่กับระบบจัดการฐานข้อมูล MySQL หรือจะใช้ MariaDB ก็ได้ ซึ่งในโครงสร้างจะประกอบไปด้วยสามส่วนหลักๆ คือ
1. Core ของ WordPress
2. Theme (ธีม)
3. Plugin (ปลั๊กอิน)

Core WordPress คืออะไร ?

คือซอฟแวร์หลักของ WordPress ที่เวิร์ดเพรสส์ทำงานได้ก็เพราะมีซอฟแวรต์ตัวหลักคอยขับเคลื่อนอยู่ ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็เหมือนเครื่องยนต์ของรถยนต์ ที่จะทำให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ สำหรับเวิร์ดเพรสส์นี้ก็เหมือนกัน จะจัดการเว็บไซต์ได้ก็ต้องมีคอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนั่นเอง

Theme WordPress คืออะไร ?

ธีม หรือ รูปแบบ ของเว็บไซต์ก็คือหน้าตาของเว็บไซต์ที่แสดงผลให้เราเห็นนั่นแหละ เปรียบเสมือนหน้ากาก หรือ ถ้าเป็นรถก็คือรูปลักษณ์ภายนอก ส่วนนี้ทำหน้าที่แสดงผลอย่างเดียว เว็บจะสวยไม่สวยก็ขึ้นอยู่กับธีมที่เราเลือกมานี่แหละ
ธีมในเวิร์ดเพรสส์นั้นมีทั้งธีมแบบฟรี และ แบบเสียเงิน สำหรับคนเริ่มต้นทำเว็บผมว่าเลือกธีมแบบฟรีก็เพียงพอ ธีมแบบนี้นั้นมีเยอะมากๆ เลือกไม่หวาดไม่ไหว ธีมที่ผมใช้อยู่นี้ก็เป็นธีมฟรีเหมือนกัน ซึ่งจะมีฟังก์ชันพื้นฐานให้ใช้อย่างครบถ้วน
แต่สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความพรีเมี่ยม อยากได้ธีมสวยๆ มีลูกเล่นพิเศษๆหน่อย ก็มีเว็บผู้พัฒนาและจำหน่ายธีมให้เลือกซื้อหลายเว็บมากๆ ลองค้นหาดูว่าธีมแบบไหนที่เราอยากได้ จากนั้นเลือกซื้อแล้วก็นำมาติดตั้งใช้งานได้เลย

Plugin คืออะไร ?

ปลั๊กอิน หรือ ส่วนเสริม ส่วนขยาย สุดแล้วแต่จะเรียก ส่วนนี้คือสิ่งที่เราอยากจะเพิ่มความสามารถอะไรเพิ่มให้กับเว็บไซต์ เช่น อยากจะให้เว็บไซต์มีระบบขายของ เราก็สามารถหาปลั๊กอินที่รองรับการทำงานทางด้านนี้มาติดตั้ง เว็บไซต์เวิร์ดเพรสส์ของเราก็จะมีฟังก์ชันการทำงานที่เพิ่มขึ้น ตามปลั๊กอินที่เราติดตั้ง ปลั๊กอินร้านค้าออนไลน์ที่นิยมกันอย่างเช่น WooCommerce เป็นต้น

ข้อดี

ข้อดีของเวิร์ดเพรสที่ทำให้กลายเป็น CMS เบอร์ 1 ในขณะนี้คือความง่าย การติดตั้งที่ง่าย การใช้งานที่ง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่มีความรู้การเขียนโปรแกรมเป็น 0 เพราะไม่ต้องเขียนโปรแกรมอะไรเพิ่มเลย ระบบมีทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว แค่ทำหน้าที่เพิ่มเนื้อหาเข้าไปเท่านั้นเอง

ข้อเสีย

เนื่องจากเวิร์ดเพรสออกแบบมาให้รองรับเว็บหลายรูปแบบ ให้มาปรับปรุงดัดแปลงหรือแก้ไขได้ บางครั้งก็มีเครื่องมือมากเกินความจำเป็น

WordPress.com และ WordPress.org ต่างกันอย่างไร ?

ค้นไปค้นมาไปเจอสองเว็บไซต์ เว็บแรกคือ WordPress.com ส่วนเว็บที่สองคือ WordPress.org ก็เลยเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าสองเว็บนี้มันต่างกันยังไงนะ (ตอนแรกๆที่ผมเริ่มต้น ผมก็สงสัยเหมือนกัน ก็เลยเอามาแชร์เพื่อเป็นความรู้ให้เราได้อ่านกันครับ)

WordPress.org

WorsPress.org เป็นเว็บไซต์ของเวิร์ดเพรสหลักๆ ที่ให้เราเข้าไปโหลดซอร์สโค้ดของ WordPress มาติดตั้งใช้งาน ในเว็บนี้จะมีให้โหลดทั้ง Core ของ WordPress รวมไปถึง ปลั๊กอิน และ ธีม ต่างๆอีกด้วย นอกจากนี้ในเว็บนี้ก็จะมีบล็อก ความรู้ต่างๆมากมาย ให้เราเข้ามาอ่านสำหรับใครที่จะศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับผู้เริ่มต้น จนถึงนักพัฒนา เขาก็จะพูดคุยกันในเว็บนี้แหละ

หน้าเว็บไซต์ WordPress.org
หน้าเว็บไซต์ WordPress.org

WordPress.com

WordPress.com คือบริการบล็อกฟรี ที่ตัวระบบรันด้วย WordPress ซึ่งก็คือเอามาจาก WordPress.org นั่นแหละ เพียงแต่เอามาพัฒนาต่อยอด ปรับปรุงความสามารถเพิ่มเติม เราสามารถสมัครสมาชิกที่เว็บไซต์นี้เพื่อเริ่มเขียนบล็อก หรือ สร้างเว็บเป็นของตัวเองได้เลย โดยที่ไม่ต้องติดตั้งเอง แต่ชื่อโดเมนของเราจะต่อท้ายด้วย .wordpress.com เช่น esan108.wordpress.com เป็นต้น และก็จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง (เพราะมันเป็นของฟรี) เราไม่สามารถแก้ไขธีม หรือ แก้ไขอะไรได้มาก จะติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มก็จะปลั๊กอินเท่าที่มีให้เท่านั้น คล้ายๆกับที่เราไปสมัครบล็อกฟรีของเจ้าอื่นๆ เช่น blogspot , bloggang เป็นต้น ถ้าอยากจะตั้งชื่อโดเมน หรืออยากจะเพิ่มความสามารถก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ซึ่งก็ค่อนข้างแพงอยู่นะผมว่า

หน้าเว็บไซต์ WordPress.com
หน้าเว็บไซต์ WordPress.com

ทำไมถึงต้องเลือกทำเว็บไซต์ด้วย WordPress

จากข้อมูลเว็บไซต์ทั่วโลก มีเว็บไซต์ที่รันด้วย WordPress อยู่มากถึง 37% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะมากๆ และถ้าเรานับกันเฉพาะสัดส่วนของเว็บไซต์ที่เป็น CMS สำเร็จรูป พบว่า WordPress มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ถึง 63% และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลก็พอจะการันตีได้แล้วว่าของเขาดีจริงๆ ไม่อย่างนั้นแล้วก็คงไม่มีเว็บไซต์จำนวนมากนำไปใช้งาน

  1. เพราะเวิร์ดเพรสส์ ใช้งานได้ฟรี จึงทำให้มีความนิยมอย่างแพร่หลาย ก่อนที่เวิร์ดเพรสส์จะเกิดขึ้นมาได้บนโลกใบนี้ก็เพราะว่ามี CMS ที่ได้รับความนิยมตัวนึง เปลี่ยนมาเริ่มเก็บเงิน ตอนนั้นเลยทำให้เวิร์ดเพรสส์เกิดขึ้น
  2. ปรับแต่งได้ตามใจชอบ เพราะเวิร์ดเพรสส์เป็นโอเพ่นซอร์ส มีแหล่งความรู้ให้ศึกษา ถ้าเราเชี่ยวชาญ อยากจะลองปรับแต่ง ออกแบบระบบเพิ่มเติมก็ทำได้ไม่มีใครว่า
  3. ทำ SEO ง่าย เพราะระบบออกแบบมาดี มีความเข้ากันได้กับ Search Engine และยังมีปลั๊กอินมาเสริมความสามารถ เวิร์ดเพรสส์จึงขึ้นชื่อในเรื่องของการทำ SEO เป็นอย่างมาก
  4. มีความปลอดภัย การใช้งาน CMS ที่มีผู้พัฒนาคอยอัพเดทความปลอดภัยอยู่เรื่อยๆ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าโปรแกรมที่เรานำมาใช้จะมีความปลอดภัย
  5. ง่าย เร็ว และมีประสิทธิภาพ ข้อนี้ผมได้ใส่เข้าไปในข้อดีของเวิร์ดเพรสส์แล้ว แต่เอามาเพิ่มเติม เพราะเวิร์สเพรสส์นั้นขึ้นชื่อเรื่องการใช้งานง่าย ติดตั้งก็ง่าย จัดการเนื้อหาก็ง่าย คนที่ไม่เคยใช้งานมาก่อนสามารถเรียนรู้ได้แปบเดียว

ตัวอย่างเว็บไซต์ระดับโลกที่ใช้งานเวิร์ดเพรสส์

อย่างที่ได้บอกไปว่ามีเว็บไซต์ทั่วโลกเป็นจำนวนมาก ที่ขับเคลื่อนด้วยเวิร์ดเพรสส์ สำหรับหัวข้อนี้ผมจะเอาตัวอย่างเว็บใหญ่ๆ หลายเว็บ ที่รันด้วยเวิร์ดเพรสส์ ไปดูกันเลยครับว่าจะมีเว็บไหนที่เคยผ่านหูผ่านตาเรามาบ้าง

NASA
CNN
MicrosoftNew
Time Magazine

อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆก็คงจะรู้จักเวิร์สเพรสส์เพิ่มมากขึ้นไม่มากก็น้อย ถ้าขาดประเด็นหรือหัวข้อไหนไป อยากจะให้ผมอัพเดทข้อมูลเพิ่มเติมให้ สามารถพิมพ์ที่ช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างโพสต์นี้เอาไว้ได้เลย เพราะเมื่อท่านแสดงความคิดเห็น มันก็จะแจ้งเตือนมาหาผมทันที แล้วผมก็จะมาอัพเดทให้
ถ้าคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์ ก็อย่าลืมกดแชร์เพื่อให้กำลังใจกันด้วยเด้อ ^^

Default image
pongpat
ชื่อเล่นว่า "เขียว" หรือ "Green" ความหมายเดียวกัน ชอบการเขียนเว็บไซต์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่แค่การเขียนโปรแกรมแต่รวมไปถึงการเขียนบทความด้วย จึงมีโอกาสได้สร้างเว็บไซต์หลายๆเว็บ หลายโปรเจกต์มีทั้งรุ่งและร่วง หลังจากเรียนจบวิศวคอมพิวเตอร์ได้เริ่มงานที่ WD มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนงานเว็บเป็นงานอดิเรกที่ชอบทำ แล้วก็ยังทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

Leave a Reply