งานแต่งงานที่น่าประทับใจ(แถมแอบ green อีกตะหาก) จากพันทิป ตอนที่ 2 เจ้าบ่าวมาเอง

aumgolf-wedding.jpg

เห็นหลายๆคนเข้ามาและมีความสุขกับเรื่องราวของเราที่น้องเก๋เขียนลงมา เราทั้งสองก็มีความสุขไปด้วย จนถึงวันนี้ที่เรากำลังอยู่ระหว่างฮันนีมูนจึงได้มีเวลามาเขียนขอบคุณและเล่ารายละเอียดให้ทุกๆคน เผื่อใครจะนำแนวความคิดหรือรายละเอียดไปประยุกต์ใช้นะครับ ผมยังขอเขียนขอบคุณบุคคลต่างๆ ที่ช่วยเราทั้งสองในข้อความต่อไปนี้พร้อมกันไปอีกด้วย

1. การเลือกสถานที่ (1)

มีคนถามเข้ามามากเรื่องสถานที่ ผมจะเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าเราได้สถานที่นี้มาอย่างไร
ในตอนแรก เราอยากให้เป็นงานที่ทุกคนสนุกและผ่อนคลายกับมัน เราก็มานั่งนึกว่าเรารู้สึกผ่อนคลายเมื่อใด ที่ไหน ห้องบอลลูมเปิดแอร์เย็นสบายไม่ได้อยู่ในความคิดเราเลยเมื่อเราคิดอย่างนี้ ดังนั้นเราจึงเห็นพ้องต้องกันว่า การนั่งอยู่ในสวนตอนเย็นๆ ชมพระอาทิตย์ตกดินน่าจะตอบโจทย์มากกว่า

หลังจากนั้นก็ลองหาสถานที่ หลายๆ แห่งที่เป็นไปได้ ในโซนริมแม่น้ำเจ้าพระยาดูจะเป็นโซนที่ดูมีความหมายและที่สำคัญ เมื่อไม่มีระบบปรับอากาศแล้ว จะต้องมีลมธรรมชาติที่ทำให้แขกที่มาร่วมงานรู้สึกไม่ร้อนซึ่งริมแม่น้ำจะได้รับลมแม่น้ำอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้น การเลือกสถานที่จัดงานริมแม่น้ำนั้น จะมีไม่มากนัก และพอดีคุณพ่อทำงานให้กับธนาคารแห่งชาติ พื้นที่ส่วนธนาคารแห่งชาติจึงเป็นทางเลือกอันดับแรกและอันดับเดียวของเรา ตอนนี้เราก็ต้องขอขอบพระคุณทางธนาคารแห่งชาติที่อนุญาตให้เราได้ใช้สถานที่อันทรงเกียรติอันนี้ และคุณพ่อที่ช่วยทำเรื่องขออนุญาตใช้สถานที่นี้ให้เราทั้งสอง

2. การเลือกสถานที่ (2)

ถ้าบางท่านเคยไปงานแต่งงานที่ธนาคารแห่งชาติมาก่อน อาจจะพบว่าการใช้พื้นที่จะแตกต่างออกไปจากงานของเรา โดยปกติจะมีการตั้งเวทีและ backdrop ในพื้นที่ก่อนตลิ่ง ซึ่งจะเหมือนการตั้งเวทีของโรงแรมต่างๆ ซึ่งตอนที่เราได้ไปศึกษาสถานที่นั้น ก็ได้ไปดูงานของเพื่อนๆ ท่านอื่นที่จัดที่นั่น การตั้งเวทีทำให้พื้นที่ดูไม่เป็นธรรมชาติด้วยตัวเวทีเองและระบบไฟฟ้าแสงสว่างต่างๆ ที่เข้ามา ประกอบกับการมี backdrop ทำให้แขกไม่สามารถมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาได้ การเลือกใช้ตลิ่งเป็นเวทีจึงช่วยเราสร้าง backdrop แม่น้ำเจ้าพระยาที่แขกทุกคนจะสามารถรับรู้ด้วยกันได้

อีกประเด็นที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ เวลาของงาน งานส่วนใหญ่จะเริ่มประมาณหกโมงเย็นที่เริ่มให้แขกเข้ามา และเริ่มงานก็ประมาณทุ่มกว่าๆ ดังนั้นแขกส่วนมากจะไม่ได้เห็นช่วงเวลาที่สวยที่สุดของสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นเราจึงได้ทำการเลื่อนเวลาเริ่มงานขึ้นมาประมาณสี่โมงเย็น ซึ่งเราก็ได้ไปดูสถานที่จริงว่าร้อนไม่ร้อน มีเงาลงมาในพื้นที่ประมาณกี่โมง



อีกประเด็นก็คือ เราคิดว่าเราจะลดค่าทำเวทีลงไปได้ พร้อมกับค่าทำ backdrop ลงไปเป็นศูนย์ (แต่ในความเป็นจริงคนที่เข้ามาเตรียมสถานที่คิดค่ารื้อเวทีของคนจัดงานก่อนหน้าเรากับเราด้วย ซึ่งเราก็งงๆเหมือนกัน ราคาก็เกือบเท่ากับค่าทำเวที ฮะฮะ แต่คงเป็นประโยชน์กับงานอื่นๆนะครับ)

3. การเลือกสถานที่ (3)

ตำหนักวังบางขุนพรหม การมีตำหนักวังบางขุนพรหมช่วยเราได้หลายอย่าง การสร้างบรรยากาศเป็นสิ่งแรกที่เราคิดถึง อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการเป็นฉากให้เราได้ถ่ายภาพกับแขก ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้ แต่มีวันหนึ่งเราไปดูสถานที่แล้วเห็นพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยใส่ชุดครุยมาถ่ายรูปกับตำหนักวังบางขุนพรหม ในตอนนั้นปิ๊งขึ้นมาเลยว่าเราสามารถใช้ตำหนักวังบางขุนพรหมเป็นฉากหลังให้กับเรา ซึ่งจะเป็นฉากหลังถ่ายภาพที่เฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ ไม่ใช่ฉากที่สามารถไปตั้งที่ไหนก็ได้ ถ่ายที่ไหนก็ได้ และที่สำคัญเราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการจ้างคนมาทำฉากอีก



4. การจัดสถานที่
เนื่องจากเรามีสนามหญ้าใหญ่และมีตลิ่งเป็นหญ้าเพื่อเป็นเวที เป้าหมายแรกก็คือการคงความเป็นสนามหญ้าไว้ เก้าอี้ยาวไว้นั่งเล่นในสนามหญ้าเป็นสิ่งแรกที่เรานึกถึง แต่ในความเป็นจริงในการหาเก้าอี้เหล่านี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ถ้าไปหาเช่าก็จะมีราคาแพงมากๆ และได้จำนวนแค่หนึ่งหรือสองตัวเท่านั้น(คงเป็น เพราะไม่มีใครใช้เท่าไหร่) ตอนแรกเราคิดว่าโรงอาหารต่างๆ คงจะยังมีเก้าอี้เหล่านี้อยู่มากมาย เราเลยขอร้องให้คุณอานุที่เป็นทหารช่วยหาให้ แต่ปรากฎว่าเก้าอี้เหล่านี้ไม่มีเหลืออยู่เลย เก้าอี้ส่วนใหญ่ถูกจำหน่ายออกไปแล้วซื้อเก้าอี้แบบโต๊ะจีนเข้ามาแทน เมื่อเก้าอี้โรงอาหารทหารไม่ได้ เราลองหาเก้าอี้โรงเรียนดูบ้าง ซึ่งอาแตน(อาของกอล์ฟ)ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนสตรีวัดระฆังซึ่งลูกแก (หลานพลอย) ก็เรียนอยู่โรงเรียนนี้พอดี ก็ได้ช่วยติดต่อกับทางโรงเรียนและขอยืมมาใช้ในงาน ต้องขอขอบคุณอาแตนและหลานพลอยมา รวมทั้งโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ณ ที่นี้อีกทีด้วยนะครับ อีกทั้งเหล่าทหารหลายๆ นายที่อานุไหว้วานให้มาช่วยกันขนเก้าอี้เหล่านี้ 

อีกอย่างในวันงาน น้องที่บริษัทสามคนที่มาช่วยจัดการประสานงาน รวมทั้งจัดสถานที่แทนเราด้วย น้องกวง น้องม่อน และน้องแพท (หนุ่มสถาปนิกทั้งสาม) กวงเดินมาหาผมตอนงานจะเริ่มแล้วหัวเราะแล้วโชว์แขนให้ผมดู แล้วผมก็เห็นความแตกต่างของสีผิวช่วงที่โดนแดดและไม่โดนของกวง แล้วมันก็บอกว่า งานพี่จะต้องดีนะ พวกผมลงทุนขนาดนี้แล้ว งั้นผมไม่ยอม (ไม่ยอมอะไรวะ) (สาวๆ ท่านใดที่ตามหาหนุ่มถาปัตย์หล่ะก็ กวงนี่หล่ะตัวจริง ขอขายน้องสักที)

 

5. การจัดสถานที่ (2)

ปัญหาหนึ่งของสถานที่นี้ก็คือ ห้องน้ำที่อยู่ค่อนข้างไกล ดังนั้นการทำป้ายก็มีความสำคัญมาก ดังนั้นเราจึงต้องออกแบบป้ายเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งพอดีเรามีกล่องลังเปล่าหลายๆ ใบที่ไม่ได้ใช้อยู่ เลยเอาลังเหล่านี้มาทำเป็นป้ายสามมิติตามรูปประกอบ คอยบอกทางว่าเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาตรงไหน รวมทั้งตัวอักษรบนเวทีบอกชื่อเรา ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะมี แต่พี่หน่อย IA49 (พี่ในบริษัทเป็นคนแนะนำว่าน่าจะต้องมีอะไรเพื่อบอกว่านี่คือเวที ไม่งั้นคนจะไม่รู้เลย) เราก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นชื่อง่ายๆ ชื่อเล่น ตัวอักษรภาษาอังกฤษเพื่อง่ายต่อการทำ และเป็นอักษรอังกฤษตัวเล็กเพื่อแสดงความเป็นกันเองมากกว่า งานนี้ก็ต้องขอบคุณหลายๆ ท่าน พี่ไก่ G49 ที่เป็นคนแนะนำวัสดุซึ่งเป็นกระดาษลังเหมือนกับป้ายบอกทางไปห้องน้ำ คุณหมี DIU ที่ช่วยติดต่อช่างตัดกระดาษลังและติดตั้งตัวอักษรนี้ร่วมกับพี่กริช LD49 และ บริษัท Rightman ที่ให้วัสดุกระดาษลังที่เหลือใช้มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

6. การจัดสถานที่ (3) โต๊ะ reception

ส่วนใหญ่โต๊ะ reception จะเป็นโต๊ะเรียงแถวมีด้านหน้า และด้านหลังชัดเจน แต่เนื่องจากพื้นที่เป็นพื้นที่เปิด และเข้ามาจากหลายทาง เราจึงออกแบบโต๊ะ reception ให้เป็นตัวยู แล้วมีคนต้อนรับอยู่ด้านในซึ่งต้องขอขอบคุณ น้องต่าย น้องหยก น้องเล็ก น้องโรส จาก Medica innova เป็นหลัก และน้องคนอื่นๆ อีกนะครับ สมุดเซ็นอวยพรซึ่งปรกติเป็นเล่มใหญ่ เราก็เปลี่ยนเป็นสมุดโน้ตเปล่าๆ เล่มเล็กๆ และมีหลายเล่มแทน เพราะคนที่มาโต๊ะ reception จะได้ไม่ต้องรอกันเซ็น และประหยัด ของตกแต่งก็เป็นการ์ดที่เหลือใช้และของชำร่วยใส่ถ้วยชามสีขาวที่ซื้อมาใช้ที่บ้าน ไม่มีดอกไม้ตกแต่งนอกจากดอกไม้เหลือจากงานหมั้นตอนเช้าเล็กๆ น้อยๆ

7. การ์ดแต่งงาน

ในทุกๆ ส่วนของการแต่งงาน การ์ดแต่งงานดูจะเป็นส่วนที่สิ้นเปลืองที่สุดส่วนหนึ่ง กล่าวคือจ่ายไปเท่าไหร่ ได้ใช้แค่ตอนที่แขกอ่านเท่านั้น ใช้ต่อไม่ได้ ดังนั้นส่วนนี้ควรจะเป็นส่วนที่ลงทุนต่ำ การ์ดโดยทั่วไปที่ได้มีโอกาสถามราคาและรูปแบบนั้นก็มีราคาประมาณสิบบาทต่อหนึ่งแผ่นและซอง โดยรูปแบบก็เป็นแบบที่เป็น template เหมือนๆ กัน ดังนั้นเราจึงเลือกการอัดรูปที่มีราคาแค่สองบาทต่อแผ่น และซองอีกประมาณห้าสิบสตางค์ และข้อดีของการอัดรูปก็คือ เราสามารถจะมีรูปแบบที่หลากหลายได้ พิมพ์หลายๆ ครั้งและปรับจำนวนให้เข้ากับจำนวนที่เพิ่มขึ้นของจำนวนแขกได้ สิ่งที่อาจจะต้องลงแรงก็คือการออกแบบนั่นเอง ในการออกแบบนี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าสังเกตการ์ดแต่งงานจะพบว่าข้อมูลต่างๆ นานา คำเชิญนั่นนี่มากมาย ทำให้การ์ดออกมาสวยแบบเรียบง่ายได้ยาก การลดทอนข้อความต่างๆ ลงในการ์ดสำหรับแขกของบ่าวสาวทำให้การ์ดดูเรียบง่าย ออกแบบให้สวยงามได้ง่าย ส่วนการ์ดสำหรับแขกของพ่อแม่ค่อยใส่รายละเอียดเพิ่มเติมลงไป ซึ่งการออกแบบหลากหลายแบบนี้ค่อนข้างเหมาะสมกับการอัดรูปครับ





8. ของชำร่วย

ของชำร่วยก็เป็นอีกเรื่องที่เราใช้เวลากับมันมาก ในแต่ละงานที่เราได้ไปร่วมส่วนใหญ่จะมีของชำร่วยเป็นพวกกุญแจเอย ที่ใส่เกลือพริกไทยรูปคนกอดกันเอย ซึ่งถ้าเดินเข้าไปในร้านขายของที่ระลึกก็จะได้เจอสิ่งเหล่านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็ชอบครับ แต่ในครอบครัวๆ หนึ่ง จะใช้พวกกุญแจกันกี่อัน ที่ใส่เกลือพริกไทยก็คงต้องการแค่อันเดียว ดังนั้นความเสี่ยงของการให้ของเหล่านี้ไปแล้วเค้าจะไม่ใช้เนี่ยมีความเสี่ยงสูงครับ ดังนั้นเราก็พยายามหาของที่หนึ่งครอบครัวจะได้ใช้หลายๆ อัน หรือเป็นของที่เรานึกไม่ถึงที่จะมีใช้ในบ้านง่ายๆ ตอนแรกเดินในจตุจักรหลายวันเหมือนกัน แต่ทุกๆ ครั้งที่เดินเข้าร้านขายของที่ระลึกก็จะเจอแต่ของที่ระลึกที่เหมือนคนอื่น เป็นของที่ระลึกที่น่ารักแต่อาจจะไม่ได้ใช้เท่าไหร่ เราก็เลยกลับมาดูที่บ้านเราแทนว่าอะไรที่เราคิดว่าน่าจะได้ใช้ และสามารถทำเป็นของที่ระลึกที่น่ารักได้ ดูไม่เป็นของราคาถูกเกินไป เราก็เลยเจอที่หนีบถุงพลาสติกจาก ikea ที่น้องสาวซื้อมาใช้ที่บ้าน มาหลายอันพอควรแต่บางเวลาก็ไม่พอใช้ อยากจะมีเยอะกว่านี้เพื่อให้พอใช้ ก็เลยตัดสินใจฝากพี่ติ๊ก (ลูกป้าหมู) ซื้อจากอเมริกากลับมาให้ แล้วก็ออกแบบที่ห่อโดยใช้โลโก้ของงานพิมพ์ลงบนกระดาษไข ด้านหนึ่งของกระดาษใช้ที่หนีบหนีบไว้ อีกด้านใช้เทปสีขุ่นแปะ ก็ออกมาแบบในรูปครับ อีกประเด็นที่เราตั้งไว้เป็นกฏเกณฑ์ก็คือราคาต่อชิ้นจะต้องไม่เกินประมาณสิบบาท เพื่อไม่ให้มันเป็นของสิ้นเปลืองจนเกินไป ถึงงบประมาณโดยรวมของของชำร่วยจะเทียบไม่ได้กับค่าใช้จ่ายอย่างอาหารและสถานที่

 

9. ชุดแต่งกาย
ชุดแต่งกายของแขกก็อย่างที่(ไอ้)น้องเก๋ได้เล่าไปว่าเป็นชุดสบายๆ สีสัน ลายดอกไม้ ด้วยเหตุผลที่ว่าจะให้แขกแทนที่ดอกไม้ในงานที่เราไม่ต้องการ จริงๆแล้วมีคนถามมาเยอะว่าต้องแต่งกันยังไง เสื้อสงกรานต์ได้ไหม ที่เรายืนยันกับทุกคนก็คือ ไม่ต้องใส่สูท ใส่ชุดสบายๆ ถ้าไม่มีลายดอกไม้ก็ใส่ชุดสีๆ มาก็ได้ แต่ต้องเป็นชุดที่สบายๆ เพราะมันเป็นงาน outdoor ที่จะไม่มีการเปิดแอร์เหมือนงานในโรงแรม ดังนั้นจุดประสงค์หลักก็คือให้ทุกคนไม่รู้สึกร้อน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ค่อยมีคอมเมนต์เกี่ยวกับอากาศร้อน หรือ ทำไมไม่จัดในโรงแรม ทำนองนี้เลย อีกอย่างในชุดของรูปถ่ายในงานก็จะได้รูปถ่ายน่าสนใจที่ว่าลายเสื้อดอกไม้นี้ เป็นของแขกคนไหน อย่างที่จะโชว์ให้ดูข้างล่างนะครับ


ลำดับของงานบนเวที


อีกจุดที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าส่วนอื่นๆ ก็คือลำดับงานบนเวที ทุกๆ คนคงนึกออกว่าทั่วๆ ไปจะมีลำดับอย่างไรซึ่งก็เป็นมาตรฐาน สำหรับเราแล้วปกติการไปงานแต่งงาน พิธีการบนเวทีเป็นอะไรที่ค่อนข้างไกลตัวและมีส่วนร่วมน้อยมาก เห็นอยู่ไกลๆ บางทีเก้าอี้โต๊ะจึนบังคับให้ต้องนั่งหันหลังให้บ้าง พิธีการที่เป็นพิธีการมากๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจด้วย บางทีก็รู้สึกว่าพิธีกรเนี่ยมีโอกาสพูดมากกว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวอีก ดูมีความสำคัญมากกว่าในบางครั้ง

เราก็เลยคิดว่าเป็นพิธีกรเองแล้วกัน ได้เล่าอะไรๆ ที่คิดมาได้ด้วย แล้วก็ทำให้งานมันง่ายขึ้น มีส่วนร่วมกับแขกมากยิ่งขึ้น และไม่ต้องถูกพิธีกรถามคำถามที่เราๆ ทุกคนก็พอจะเดาได้

เราก็เลยเริ่มจากตรงนี้ว่า ถ้าทำให้คนที่มาร่วมงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับงานได้ ก็คงทำให้ทุกๆ คนสนุกกับมันได้ ตรงนี้ก็อย่างที่น้องเก๋ได้พูดไปคร่าวๆ ที่ว่า เรามองว่าประวัติของสองคนก็คือคนที่สร้างเราสองคนมาซึ่งก็คือแขกที่มาร่วมงานนั่นเอง ดังนั้นการเล่าประวัติโดยอ้างอิงกับครอบครัว เพื่อนในสมัยประถม เพื่อนมหาวิทยาลัย ก็จะเป็นตัวเล่าได้ว่าเราเป็นไปมายังไงนั่นเอง

ตอนเล่าว่าสองคนมาพบกันอย่างไรที่ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ presentation นั้น เราก็มาคิดดูว่าถ้าจะทำอะไรที่เล่าเรื่องและไม่น่าเบื่อก็คงต้องเป็นอะไรที่ แปลกใหม่และมี interactive และพอดีว่าเวลาจัดงานนั้นยังไม่มืด ดังนั้นการใช้วิดีโอ presentation ช่วงนี้จึงเป็นไปไม่ได้ การใช้ละครเวทีจึงเข้ามาในหัว ประกอบกับน้องๆ ที่ office ที่เก่งเรื่องพวกนี้อยู่แล้วด้วย ก็เลยตกลงว่าเป็นละครเวทีแล้วกัน ต้องขอบคุณน้องกวง และอาร์ม ที่เป็นคนพากย์ น้องฟลุ๊ค และ จอย แสดงเป็นผมและอุ้ม และน้องๆ ทั้งหลายที่หาของประกอบฉากมาให้

ในส่วนประธานและคุณพ่อขึ่นมากล่าวนั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพียงแค่ตอนแรกคิดว่าจะให้คุณพ่อเป็นประธานและตัวแทนครอบครัวทีเดียวเลย เพราะคนที่รู้จักเรามากที่สุดก็คือท่าน หาใช่ประธานที่ไหนไม่ แต่สุดท้ายท่านประธานที่คุณพ่อเชิญขึ้นมากล่าวได้จับจิตจับใจหลายๆ คน ก็ต้องขอขอบพระคุณ คุณลุงวันชัย วัฒนศัพท์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

สุดท้ายวิดีโอ surprise เจ้าสาวนั้น ก็เริ่มจากที่ว่า ความต้องการของผู้ชายทุกๆ คนหล่ะครับ ที่ต้องการเห็นเจ้าสาวมีความสุขที่สุด ก็เลยทำอะไรที่จะได้เห็นรอยยิ้มของเค้าหน่ะครับ ความสุขในแต่ละช่วงของชีวิตคงเป็นอะไรที่ทำให้เค้ายิ้มมุมปากได้ไม่มากก็น้อย รวมทั้งการหอมแก้มที่แกมบังคับหน่ะครับ อันนี้เป็นสิ่งเดียวที่เห็นว่างานทั่วไปมีและชอบ อิอิ

สุดท้ายก็ขอบคุณที่คนที่เกี่ยวข้องหน่ะครับ อาจจะดูไม่ค่อยเป็นงานแต่งงานเท่าไหร่ แต่ก็เป็นช่วงที่ดีมีความสุข

 

 

เจ้าของกระทู้ mifuyu (Mifuyu)
ที่มา www.pantip.com

 

. . . . . . . . . . .