จิ๋วแต่แจ๋ว "Nissan March" eco car สำหรับคนเมือง
หากคุณกำลังมองหารถขนาดเล็ก น่ารักๆ สักคัน สำหรับขับขี่ในเมือง ที่เป็นมิตรทั้งกับสิ่งแวดล้อมและสตางค์ในกระเป๋า "Nissan March" อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะเปิดตัวแล้วว่าเป็นรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล(Eco Car) คันแรกของเมืองไทย
หลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีนโยบายสนับสนุนการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโค คาร์(Eco Car) ด้วยการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรของรถ Eco Car ในอัตราพิเศษที่ 17% ซึ่งจากเดิมรถยนต์นั่งปกติจะถูกจัดเก็บในอัตรา 30 - 50% ขึ้นอยู่กับขนาดกระบอกสูบ(ซีซี) ของรถรุ่นนั้น โดยมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมยานยนต์มีส่วนในการลดผลกระทบทางด้านคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม
รวมถึงลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศด้วย

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จึงได้ถอย Eco Car คันแรกของเมืองไทย "Nissan March" รถยนต์ขนาดเล็ก รูปทรงน่ารักสวยงาม เหมาะสำหรับการใช้ในเมือง มานำเสนอคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ที่ขับรถระยะสั้นๆ และมีผู้นั่งร่วมทางเพียงไม่กี่คน
โดยคุณสมบัติของรถยนต์ประหยัดพลังงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล(United Nations Economic Commission for Europe : UNECE) ซึ่งในประเทศไทยกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีข้อกำหนดทางเทคนิค ดังนี้
1. ความจุกระบอกสูบ กำหนดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และไม่เกิน 1,400 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
2. การประหยัดน้ำมัน มีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 5 ลิตร/100 กม. หรือ น้ำมัน 1 ลิตรวิ่งได้ระยะทาง 20 กม.
3. ด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานมลพิษอยู่ในระดับยูโร 4 (รถยนต์ในกลุ่มประเทศยุโรป มีเพียง 5% ที่ผ่านมาตรฐานระดับยูโร 4) และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากท่อไอเสียไม่เกิน 120 กรัม/ระยะทาง 1 กม. (น้อยกว่ามาตรฐานยูโร 3 ที่ใช้ในปัจจุบันถึง 50%)
4. คุณสมบัติในการป้องกันผู้โดยสาร ต้องมีความปลอดภัยในระดับสูง ได้มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป(UNECE 94 และ 95) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยจากการชนด้านหน้าและด้านข้าง
Nissan March มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1,198 ซีซี 3 สูบ 79 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์ออโต้ระบบ XTRONIC CVT (Continuously Variable Transmission) ซึ่งมีอัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น ให้อัตราเร่งดี ทำให้ประหยัดน้ำมันมากกว่าเกียร์ออโต้ทั่วไป

นอกจากนั้นยังล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีระบบ idling stop ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยประหยัดน้ำมันและลดปริมาณไอเสีย โดยเครื่องยนต์จะหยุดทำงานเมื่อมีการจอดรถสนิท หรือจอดติดไฟแดงนานๆ แต่เครื่องเสียง ระบบไฟ พัดลม ยังทำงานอยู่ และเครื่องยนต์จะติดอัตโนมัติเมื่อเหยียบคันเร่ง แต่ระบบดังกล่าวอาจจะไม่เหมาะกับการขับในกรุงเทพฯสักเท่าไหร่ เนื่องจากต้องปิดคอมเพรสเซอร์แอร์(A/C) ก่อน หากมีโอกาสขับในที่อากาศดีๆ ไม่ร้อนจนเกินไป แล้วใช้ระบบ idling stop นี้ จะสามารถทราบได้ด้วยว่าเราประหยัดน้ำมันไปได้เท่าไหร่ เนื่องจากมีมาตรวัดอัจฉริยะแสดงผลทางหน้าจอ รวมถึงมีหน้าจอแสดงผลอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันขณะขับขี่ หน้าจอแสดงผลเตือนระยะเวลาในการตรวจเช็คและเปลี่ยนอะไหล่ และหน้าจอแสดงผลแจ้งเตือนระยะทางที่วิ่งได้จากน้ำมันที่มีเหลืออยู่ในถัง
ล่าสุด ในการประกาศรางวัล “Car Of The Year” โดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด "Nissan March" ยังได้รับรางวัล “Most Environmental Friendly Car” อีกด้วย
นอกจากนิสสันแล้วในตอนนี้ยังมีค่ายรถยนต์อีก 4 ค่ายที่เข้าร่วมโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงาน และกำลังทยอยส่งรถ Eco Car ออกสู่ตลาดในเร็วๆ นี้ ได้แก่ ฮอนด้า โตโยต้า มิตซูบิชิ และซูซูกิ

เป็นเรื่องน่ายินดีที่รถยนต์ในบ้านเราจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ก็อย่าลืมว่าการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพ การวางแผนก่อนการเดินทาง และการหันไปใช้บริการรถโดยสารสาธารณะบ้าง ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะแม้จะเป็น Eco Car แต่ถ้าขับกัน 1 คน 1 คัน ต่อให้ Eco ขนาดไหนก็คงเอาไม่อยู่หรอกจ้ะ

ข้อมูลจาก
www.nissan.co.th
www.ptit.org
www.newswit.com
ภาพ
www.prachachat.net
www.autospinn.com
www.meedee.net
. . . . . . . . . . .




